เวลาลูกค้าเดินเข้ามาปรึกษาเราเรื่องการ ทำเว็บไซต์ E-commerce คำถามยอดฮิตอันดับหนึ่งเลยคือ “พี่ควรใช้ WooCommerce หรือ Shopify ดี?”
บอกตามตรงว่ามันไม่มีแพลตฟอร์มไหนดีที่สุด 100% สำหรับทุกคนครับ มันขึ้นอยู่กับว่า “ความต้องการของธุรกิจคุณ” คืออะไร ทีมงานของคุณเก่งไอทีแค่ไหน และคุณมีงบประมาณระยะยาวเท่าไหร่
ในฐานะเอเจนซี่ที่คลุกคลีกับการสร้างเว็บขายของให้ลูกค้ามาหลายรูปแบบ วันนี้เราจะมากางสเปคเปรียบเทียบฟีเจอร์ ราคา และการใช้งานของทั้ง 2 เจ้านี้ให้ดูแบบตรงไปตรงมา ไม่เอาศัพท์เทคนิคยากๆ มาคุย เพื่อให้คุณอ่านจบแล้วตัดสินใจได้เลย
ตารางเปรียบเทียบ WooCommerce กับ Shopify (รวมค่าใช้จ่ายโดยประมาณ)
ลองดูตารางสรุปเร็วๆ ก่อนครับว่าแต่ละฝั่งมีจุดเด่นจุดด้อยและราคาต่างกันยังไงบ้าง
| หัวข้อเปรียบเทียบ | WooCommerce (บน WordPress) | Shopify |
|---|---|---|
| ค่าบริการรายเดือน / รายปี |
ตัวระบบฟรี แต่ต้องจ่าย: – ค่าโฮสติ้ง: ~500 – 3,000+ บาท/เดือน – ค่าโดเมน: ~400 – 600 บาท/ปี – ธีม/ปลั๊กอินพรีเมียม: ~1,500 – 5,000 บาท/ปี |
จ่ายเป็นแพ็กเกจชัดเจน: – Basic: $24 (ประมาณ 850 บาท/เดือน) – Shopify: $69 (ประมาณ 2,400 บาท/เดือน) – Advanced: $299 (ประมาณ 10,500 บาท/เดือน) *ราคาอิงจากการจ่ายรายปี |
| ค่าธรรมเนียมการขาย (Transaction Fee) |
0% จากระบบ คุณเสียแค่ค่าธรรมเนียมให้ Payment Gateway (เช่น Omise, GB Prime Pay) ประมาณ 2.5% – 3.6% |
เสียซ้ำซ้อนถ้าไม่ได้ใช้ระบบของเขา นอกจากเสียให้ Payment Gateway แล้ว ยังโดน Shopify หักเพิ่มอีก 2% (แพ็ก Basic), 1% (แพ็ก Shopify) หรือ 0.5% (แพ็ก Advanced) ต่อออเดอร์ |
| การใช้งานและการตั้งค่า | ต้องจูนระบบเอง หาคนทำเว็บมาช่วย หรือต้องพอมีความรู้เรื่อง WordPress | ง่ายมาก สมัครเสร็จ ลากวางรูป ใส่ราคา เปิดขายได้เลยภายใน 1 วัน |
| ระบบชำระเงินในไทย | ยืดหยุ่นสุดๆ เชื่อมต่อธนาคารไทย พร้อมเพย์ และบัตรเครดิตได้ทุกค่าย | มีจำกัด (ส่วนใหญ่ใช้ Stripe, 2c2p, Omise) ไม่รองรับ Shopify Payments ในไทย |
| การทำ SEO | ดีเยี่ยม ปรับแต่งได้ทุกซอกทุกมุม (ทำงานคู่กับปลั๊กอิน Yoast / RankMath) | ดีระดับมาตรฐาน แต่แก้โครงสร้าง URL บางส่วนไม่ได้ |
| การดูแลระบบ / ความปลอดภัย | ต้องดูแลเอง (หรือให้ Agency ดูแล) ต้องคอยกดอัปเดตระบบและป้องกันเว็บล่ม | Shopify ดูแลให้ทั้งหมด ไม่ต้องกลัวเว็บล่ม ระบบจัดการเซิร์ฟเวอร์ให้ |
อ่านสเปคแล้วเริ่มปวดหัว? ให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการให้ดีกว่า
ไม่ต้องเสียเวลานั่งงมระบบเอง ปรึกษาทีมงาน Creative Agency ของเราได้เลย เราพร้อมวิเคราะห์ธุรกิจและเลือกระบบ E-commerce ที่คุ้มค่าที่สุดให้คุณ
คลิกที่นี่ เพื่อดูแพ็กเกจรับทำเว็บ E-commerceเจาะลึก 1: ความยากง่ายในการใช้งาน (ใครเหมาะกับอะไร?)
Shopify: เหมาะกับคนอยากเริ่มขายทันที ไม่อยากปวดหัวเรื่องเทคนิค
ถ้าคุณเป็นเจ้าของแบรนด์ที่มีทีมงานเล็กๆ ไม่มีโปรแกรมเมอร์ และอยากเอาเวลาไปโฟกัสที่การขาย การทำมาร์เก็ตติ้ง Shopify ตอบโจทย์มากครับ ระบบเขาทำมาแบบพร้อมใช้ สมัครปุ๊บ มีหลังบ้านให้ลงสินค้า มีหน้าเว็บให้เลือกเปลี่ยนธีม ลากๆ วางๆ ก็สวยแล้ว ไม่ต้องไปนั่งงมโค้ดให้ปวดหัว
WooCommerce: เหมาะกับคนที่ต้องการปรับแต่งแบบ Custom หรือจ้างเอเจนซี่ดูแล
ฝั่ง WooCommerce จะเหนื่อยตอนเริ่มต้นนิดนึง เพราะมันต้องเช่าโฮสต์ ติดตั้ง WordPress ลงปลั๊กอิน เซ็ตระบบต่างๆ ให้เข้าที่ ถ้าคนไม่เคยทำมาก่อนอาจจะงงได้ แต่ข้อดีคือ “คุณเป็นเจ้าของระบบ 100%” อยากปรับแต่งหน้าตาแบบไหน อยากเพิ่มปุ่มแปลกๆ ตรงไหน ทำได้หมด
เจาะลึก 2: เงินๆ ทองๆ ค่าใช้จ่ายใครแพงกว่ากัน?
เรื่องนี้ลูกค้าเข้าใจผิดกันเยอะครับ หลายคนคิดว่า WooCommerce ฟรีเลยเลือกใช้ แต่พอทำจริงมันมีค่าใช้จ่ายแฝง ลองมาดูกันชัดๆ
- กรณีใช้ Shopify: คุณจ่ายค่าเช่าระบบรายเดือน เริ่มต้นที่ประมาณ 850 บาท/เดือน แต่มันจะไปเจ็บตรง “ค่าธรรมเนียมการขาย” (Transaction Fee) สมมติคุณขายของได้ 100,000 บาท/เดือน ถ้าคุณใช้แพ็กเกจ Basic คุณจะโดนหักไปเลย 2% (2,000 บาท) นอกเหนือจากที่ต้องจ่ายให้พวกบัตรเครดิตอยู่แล้ว
- กรณีใช้ WooCommerce: ตัวปลั๊กอินมันฟรี ไม่มีเก็บเปอร์เซ็นต์ยอดขายจากระบบ แต่คุณต้องจ่ายค่าเช่าเซิร์ฟเวอร์ (Hosting) ถ้าเว็บคุณคนเข้าเยอะ คุณอาจจะต้องจ่ายค่าโฮสต์เดือนละ 1,500 – 3,000 บาทขึ้นไปเพื่อให้เว็บไม่ล่ม รวมถึงค่าปลั๊กอินพรีเมียมต่างๆ ที่ต้องจ่ายรายปี
สรุปเรื่องงบ: ถ้ายอดขายคุณต่อเดือนไม่เยอะ Shopify คุมงบง่ายกว่า แต่ถ้ายอดขายคุณเยอะมากๆ (เช่น หลักหลายแสนถึงหลักล้านบาทต่อเดือน) การโดนหัก 2% ทุกออเดอร์ของ Shopify จะแพงกว่าค่าดูแลโฮสติ้งของ WooCommerce แน่นอนครับ
เจาะลึก 3: ระบบรับชำระเงินและการขนส่ง (หัวใจของการขายของในไทย)
บริบทของประเทศไทยค่อนข้างเฉพาะตัว ลูกค้าบ้านเราชอบโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ หรือจ่ายผ่านแอปธนาคาร
- WooCommerce ชนะขาดในไทย: เพราะมันเป็นระบบเปิด มีนักพัฒนาคนไทยทำปลั๊กอินเชื่อมต่อธนาคาร ระบบผ่อนชำระ หรือผูกกับระบบขนส่งอย่าง Flash, Kerry, ไปรษณีย์ไทย ได้สมบูรณ์มาก คุณสามารถให้ลูกค้าสแกน QR Code แล้วระบบตัดสต็อกอัตโนมัติได้เลย
- Shopify ยังมีข้อจำกัด: เนื่องจากระบบชำระเงินหลักของเขา (Shopify Payments) ยังไม่เปิดให้ใช้ในไทย คุณต้องไปใช้ Gateway เจ้าอื่นซึ่งก็จะโดนชาร์จค่าธรรมเนียมยุบยับ การจะทำระบบให้ลูกค้าแนบสลิปโอนเงินก็ต้องใช้แอปเสริมซึ่งบางทีก็ทำงานไม่ค่อยเสถียร
เจาะลึก 4: การทำ SEO อยากให้ลูกค้าค้นหาเจอใน Google
ถ้าคุณตั้งใจจะทำให้คนค้นหาสินค้าแล้วเจอเว็บคุณใน Google แบบไม่ต้องเสียเงินยิงแอด (Organic Traffic)
เราเชียร์ WooCommerce (WordPress) ครับ เพราะมันเกิดมาเพื่อการทำเนื้อหาและการทำ SEO คุณสามารถปรับแต่งโครงสร้างลิงก์ (URL) เขียนบล็อกดึงคนเข้าเว็บ และใช้ปลั๊กอินอย่าง Yoast SEO หรือ RankMath มาคอยบอกได้เลยว่าต้องแก้ตรงไหนเว็บถึงจะติดหน้าแรก
ส่วน Shopify ก็ทำ SEO ได้ดีในระดับนึง โหลดเร็ว (ซึ่ง Google ชอบ) แต่คุณจะเข้าไปแก้โครงสร้างลึกๆ ของเว็บไม่ได้ เช่น URL ของหน้าสินค้าหรือบล็อกจะถูกบังคับให้มีคำว่า /products/ หรือ /blogs/ ติดมาด้วยเสมอ
สรุปแบบฟันธงจาก Agency: ร้านของคุณควรเลือกอะไร?
เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราขอสรุปให้ลูกค้าแบบนี้ครับ:
👉 เลือก Shopify ไปเลย ถ้าคุณ:
- เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ หรืออยากเปิดเว็บไวๆ ให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้
- มีทีมงานน้อย ไม่มีคนมีความรู้เรื่องไอที หรือไม่อยากจ้างคนมาดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์
- รับได้กับค่าใช้จ่ายรายเดือนคงที่ และค่าธรรมเนียมหักเปอร์เซ็นต์ยอดขาย
👉 เลือก WooCommerce ไปเลย ถ้าคุณ:
- มีวิสัยทัศน์ระยะยาว ต้องการสร้างเว็บที่รองรับฟีเจอร์แปลกใหม่ในอนาคต
- ลูกค้าหลักอยู่ประเทศไทย (ต้องใช้พร้อมเพย์, โอนเงิน, หรือเชื่อมระบบขนส่งไทย)
- มียอดขายต่อเดือนค่อนข้างสูง ไม่อยากโดนระบบหักเปอร์เซ็นต์ทุกออเดอร์
- ต้องการทำ SEO แบบจริงจังให้ติดหน้าแรก Google
พร้อมสร้างร้านค้าออนไลน์ที่ทำยอดขายให้คุณตลอด 24 ชม. หรือยัง?
ที่ Creative Agency เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาระบบ E-commerce เราพร้อมช่วยคุณวางโครงสร้างที่ถูกต้องตั้งแต่ Day 1 ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่สวยงาม ระบบชำระเงินที่ลื่นไหล หรือโครงสร้าง SEO ที่พร้อมแข่งขันในตลาด
ทักมาปรึกษาและดูบริการ E-commerce ของเราที่นี่




