รวมคำศัพท์ Graphic Design ที่ดีไซเนอร์ต้องรู้

สั่งงานดีไซเนอร์ครั้งแรก แล้วดีไซเนอร์ถามว่า “พี่อยากได้ไฟล์ AI หรือ PSD ครับ?” หรือ “ทำ CMYK หรือ RGB ดี?” — ถ้าคำถามแบบนี้ทำให้คุณงง บทความนี้แหละที่จะช่วย

วงการ Graphic Design มีคำศัพท์เฉพาะเยอะมาก เพราะเป็นศาสตร์ที่ผสมระหว่างศิลปะ จิตวิทยา และเทคโนโลยีการพิมพ์ ครั้งแรกที่ฟังอาจรู้สึกเหมือนเรียนภาษาใหม่ทั้งภาษา แต่จริงๆ แล้วถ้าเข้าใจแค่คำสำคัญๆ ประมาณ 30–40 คำ ก็เพียงพอที่จะคุยกับดีไซเนอร์ได้รู้เรื่อง ตรวจงานได้แม่นยำ และตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะกับธุรกิจของตัวเองได้

รวมคำศัพท์ Graphic Design ที่ใช้บ่อยในวงการออกแบบกราฟฟิค สำหรับนักออกแบบและเจ้าของธุรกิจ
คำศัพท์ Graphic Design จัดหมวดให้เข้าใจง่าย แยกเป็นกลุ่มชัดเจน

ทำไมต้องรู้คำศัพท์ Graphic Design

ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดในการสั่งงานกราฟฟิกคือ “เข้าใจกันคนละทาง” — ลูกค้าบอก “อยากได้แบบเรียบๆ” ดีไซเนอร์ส่งงานมา แต่ลูกค้ารู้สึกว่า “ไม่ใช่อย่างที่คิด” ทั้งสองฝ่ายเสียเวลาแก้กันไปมา

การรู้คำศัพท์พื้นฐานช่วยให้คุณ:

  • บรีฟงานได้ตรงจุดมากขึ้น — บอกได้ว่าอยากได้ดีไซน์แนว Minimalist หรือ Maximalist, ใช้ Sans-serif หรือ Serif
  • ตรวจงานได้แม่นยำ — รู้ว่า kerning ตัวอักษรไม่สม่ำเสมอ หรือไฟล์ส่งมาเป็น raster ทั้งที่ควรเป็น vector
  • ขอไฟล์ถูกประเภท — ไม่เผลอไปขอไฟล์ PSD จากดีไซเนอร์ที่ใช้ Illustrator
  • ประเมินคุณภาพงานออกแบบได้ดีขึ้น

หมวดที่ 1 — Typography & Layout

ตัวอักษรไม่ใช่แค่ “ตัวหนังสือ” แต่คือเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารอารมณ์และความหมาย Typography ที่ดีเปลี่ยนงานธรรมดาให้ดูมืออาชีพได้ทันที

Font vs Typeface

หลายคนใช้สองคำนี้สลับกัน แต่จริงๆ แตกต่าง — Typeface คือชุดของตัวอักษรที่ออกแบบมาในสไตล์เดียวกัน (เช่น Helvetica, Times New Roman) ส่วน Font คือไฟล์ที่ใช้แสดงผล typeface นั้น (เช่น Helvetica Bold 12pt) เปรียบเทียบ: Typeface คือเพลง Font คือไฟล์ MP3 ของเพลงนั้น

Serif vs Sans-serif

  • Serif — ฟอนต์ที่มี “เชิง” หรือขีดเล็กๆ ที่ปลายตัวอักษร ให้ความรู้สึกคลาสสิก เป็นทางการ (เช่น Times New Roman, Georgia)
  • Sans-serif — ฟอนต์ที่ไม่มีเชิง ดูสะอาด ทันสมัย เหมาะกับงานดิจิทัล (เช่น Helvetica, Arial, Open Sans)
  • Script — ฟอนต์ลายมือ เหมาะกับงานหรูหรา ของกินของใช้พรีเมียม
  • Display — ฟอนต์เน้นความเด่น ใช้สำหรับหัวข้อใหญ่ ไม่เหมาะกับเนื้อความยาวๆ

Kerning, Tracking, Leading

สามคำนี้คือ “ระยะห่าง” ที่นักออกแบบให้ความสำคัญมาก

Kerning

ระยะห่างระหว่างตัวอักษร “สองตัว” ที่อยู่ติดกัน เช่น ระหว่างตัว A กับ V ที่บางครั้งดูห่างกันเกินไป ดีไซเนอร์จะปรับ kerning ให้พอดี

Tracking

ระยะห่างระหว่างตัวอักษร “ทั้งกลุ่ม” ใช้ปรับให้ข้อความดูโปร่งสบายหรือแน่นขึ้น

Leading

ระยะห่างระหว่าง “บรรทัด” ในข้อความ leading ที่พอดีทำให้ข้อความอ่านง่าย ไม่อึดอัด

Hierarchy

Hierarchy คือลำดับความสำคัญทางสายตา ดีไซเนอร์ใช้ขนาด สี และน้ำหนักของตัวอักษรเพื่อบอกผู้อ่านว่าควรอ่านอะไรก่อน อะไรหลัง

Alignment

การจัดตำแหน่งข้อความ มี 4 แบบหลัก: ชิดซ้าย (Left), ชิดขวา (Right), กึ่งกลาง (Center), จัดเรียงเต็มแถว (Justify) เลือกผิดทำให้งานดูไม่เป็นมืออาชีพทันที

Grid System

โครงสร้างเส้นตารางที่ใช้จัดวางองค์ประกอบให้เป็นระเบียบ ทำให้ดีไซน์ดูสมดุล ไม่เลอะเทอะ Designer มืออาชีพแทบทุกคนใช้ Grid เป็นจุดเริ่มต้นของงาน


หมวดที่ 2 — สี (Color)

ความแตกต่างระหว่างโหมดสี RGB สำหรับหน้าจอ และ CMYK สำหรับงานพิมพ์
RGB ใช้กับหน้าจอ — CMYK ใช้กับงานพิมพ์ ส่งไฟล์ผิดโหมดสีอาจเพี้ยนได้

RGB (Red, Green, Blue)

โหมดสีสำหรับ “หน้าจอ” ทุกชนิด — มือถือ คอม ทีวี ใช้แสง 3 สี ผสมกันเพื่อสร้างสีอื่นๆ เรียกว่า Additive Color เพราะยิ่งผสมยิ่งสว่าง รวมทุกสีเป็นสีขาว

CMYK (Cyan, Magenta, Yellow, Key/Black)

โหมดสีสำหรับ “งานพิมพ์” ใช้หมึก 4 สีผสมกันเรียกว่า Subtractive Color เพราะยิ่งผสมยิ่งเข้ม รวมทุกสีเป็นสีดำ

ข้อควรระวัง: ถ้าออกแบบบนหน้าจอ (RGB) แล้วส่งโรงพิมพ์โดยไม่แปลงเป็น CMYK สีที่ออกมาจริงอาจเพี้ยนไปจากที่เห็นบนจอ — โดยเฉพาะสีสด เช่น เขียวสะท้อนแสงหรือฟ้าสด มักหายความสดเมื่อพิมพ์

Hex Code

รหัสสีที่ใช้บนเว็บ เริ่มต้นด้วย # ตามด้วยตัวเลขและตัวอักษร 6 หลัก เช่น #FF6B6B (สีแดงสด) Hex Code มาจากระบบเลขฐาน 16 และตรงกับโหมด RGB

Color Palette

ชุดสีที่เลือกใช้ในโปรเจกต์หนึ่งๆ ดีไซเนอร์มืออาชีพมักจำกัด palette ให้อยู่ที่ 3–5 สีหลัก เพื่อให้งานดูเป็นเอกภาพ ไม่กระจัดกระจาย

Hue, Saturation, Brightness (HSB)

  • Hue — เฉดสี (แดง เหลือง เขียว ฯลฯ)
  • Saturation — ความสดของสี ค่าต่ำ = สีอ่อน/หม่น, ค่าสูง = สีสด
  • Brightness — ความสว่าง ค่าต่ำ = มืด, ค่าสูง = สว่าง

Gradient & Duotone

Gradient คือการไล่สีจากสีหนึ่งไปอีกสีอย่างนุ่มนวล ส่วน Duotone คือการลดภาพให้เหลือ 2 สีหลัก สร้างมู้ดที่เฉพาะตัว เทคนิค Gradient และ Duotoneนิยมใช้มากในงาน branding และเว็บไซต์สมัยใหม่

Pantone (PMS)

ระบบสีมาตรฐานสากลที่ใช้ในวงการพิมพ์และผลิต ทำให้สีที่พิมพ์ออกมาตรงกันทุกครั้ง ไม่ว่าจะพิมพ์ที่ไหนในโลก แบรนด์ใหญ่ๆ เช่น Coca-Cola, Tiffany & Co. ใช้ Pantone เพื่อรักษาสีแบรนด์ให้แม่นยำ


หมวดที่ 3 — ไฟล์และฟอร์แมต

ความแตกต่างระหว่างไฟล์ Vector ที่ขยายได้ไม่เสียคุณภาพ กับ Raster ที่ขยายแล้วแตก
Vector ขยายเท่าไหร่ก็คม — Raster ขยายแล้วแตกเป็น pixel

Vector vs Raster

นี่คือ 2 ประเภทของภาพดิจิทัลที่ต่างกันทั้งวิธีสร้างและการใช้งาน

Vector

ภาพที่สร้างจาก “สมการคณิตศาสตร์” — เส้น เส้นโค้ง รูปทรง ขยายเท่าไหร่ก็คมชัด เหมาะกับโลโก้ ไอคอน ภาพประกอบ ฟอร์แมต: AI, SVG, EPS

Raster (Bitmap)

ภาพที่ประกอบด้วย “พิกเซล” จำนวนมาก ขยายเกินขนาดเดิมจะเห็นเม็ดพิกเซล (แตก) เหมาะกับภาพถ่าย ภาพประกอบที่มีรายละเอียดมาก ฟอร์แมต: JPG, PNG, GIF, PSD

ฟอร์แมตไฟล์ที่ต้องรู้

JPG / JPEG

ไฟล์ภาพมาตรฐานที่นิยมที่สุด ขนาดเล็ก เหมาะกับภาพถ่ายและงานออนไลน์ แต่ ไม่รองรับพื้นหลังโปร่งใส และเป็นการบีบอัดแบบสูญเสียคุณภาพ (lossy)

PNG

ไฟล์ภาพคุณภาพสูงกว่า JPG รองรับ พื้นหลังโปร่งใส เหมาะกับโลโก้ ไอคอน หรือภาพที่ต้องทับบนพื้นอื่น ข้อเสีย: ไฟล์ใหญ่กว่า JPG

GIF

ไฟล์ภาพที่รองรับ animation รองรับสีจำกัด (256 สี) เหมาะกับภาพง่ายๆ และ meme/animation สั้น

SVG

ไฟล์ Vector สำหรับเว็บไซต์ ขยายเท่าไหร่ก็คม ไฟล์เล็ก โหลดเร็ว และค้นหาได้ด้วย Search Engine เหมาะกับโลโก้และไอคอนบนเว็บ

PDF

ฟอร์แมตเอกสารที่รักษา layout เหมือนกันทุกอุปกรณ์ที่เปิด นิยมใช้สำหรับใบเสนอราคา portfolio และส่งงานให้โรงพิมพ์

AI (Adobe Illustrator)

ไฟล์ source ของ Adobe Illustrator สำหรับงาน Vector แก้ไขได้ทุกองค์ประกอบ ต้องเปิดด้วย Illustrator เท่านั้น

PSD (Photoshop Document)

ไฟล์ source ของ Adobe Photoshop เก็บ layer ครบ แก้ไขได้ละเอียด เหมาะกับงาน raster และภาพ composite

INDD (InDesign)

ไฟล์ของ Adobe InDesign สำหรับงาน layout เอกสารหลายหน้า เช่น นิตยสาร หนังสือ brochure

DPI vs PPI

DPI (Dots Per Inch) = ความละเอียดของงานพิมพ์ ค่ามาตรฐาน 300 DPI

PPI (Pixels Per Inch) = ความละเอียดของหน้าจอ ค่ามาตรฐาน 72–96 PPI สำหรับเว็บ


หมวดที่ 4 — เทคนิคและองค์ประกอบ

Mockup

ภาพจำลองที่แสดงงานออกแบบใน “context จริง” เช่น โลโก้บนเสื้อ ป้าย หรือ Packaging ทำให้ลูกค้าเห็นภาพชัดเจนว่างานจะออกมาเป็นอย่างไรในชีวิตจริง

Mood Board

กระดานรวมภาพ สี ฟอนต์ และ reference ที่สะท้อน “อารมณ์” ของโปรเจกต์ ใช้สำหรับสื่อสารทิศทางก่อนเริ่มออกแบบจริง

Branding / Brand Identity

Branding คือทุกสิ่งที่สร้างการรับรู้ของแบรนด์ ทั้งโลโก้ สี ฟอนต์ น้ำเสียง ไปจนถึงประสบการณ์ลูกค้า ส่วน Brand Identity คือชุดของ visual elements ที่ใช้สื่อสารแบรนด์

Logo Types

  • Wordmark — โลโก้ที่เป็นชื่อแบรนด์ทั้งหมด เช่น Google, Coca-Cola
  • Lettermark — ตัวอักษรย่อ เช่น IBM, HBO, NASA
  • Pictorial Mark — สัญลักษณ์ที่สื่อความหมายตรงตัว เช่น โลโก้ Apple, Twitter
  • Abstract Mark — รูปทรงนามธรรม เช่น โลโก้ Nike Swoosh, Adidas
  • Mascot — ตัวการ์ตูนเป็นโลโก้ เช่น KFC Colonel, Michelin Man
  • Emblem — โลโก้ที่มีตัวอักษรอยู่ในรูปทรง เช่น Starbucks, Harley-Davidson

Composition

การจัดวางองค์ประกอบบนหน้างาน ให้สมดุล มีจุดเด่น และนำสายตาผู้ดูได้ดี หลักที่นิยมใช้: Rule of Thirds, Golden Ratio, Symmetrical/Asymmetrical Balance

White Space (Negative Space)

พื้นที่ “ว่าง” ที่ไม่มีอะไร — ไม่ใช่ที่เสียเปล่า แต่คือเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ดีไซน์ดูสะอาด หรูหรา และให้ผู้ดูโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญ ตามแนวคิด “Less is More”

Visual Hierarchy

การจัดลำดับความสำคัญทางสายตา ทำให้คนดูรู้ว่าควรมองอะไรก่อน อะไรหลัง ใช้ขนาด สี และตำแหน่ง

Contrast

ความต่างระหว่างองค์ประกอบ เช่น สีอ่อน-เข้ม ใหญ่-เล็ก หนา-บาง Contrast ที่ดีทำให้งานน่าสนใจและอ่านง่าย


หมวดที่ 5 — งานพิมพ์ (Print)

ถ้าออกแบบเพื่อพิมพ์ ต้องรู้คำเหล่านี้เพื่อสื่อสารกับโรงพิมพ์ให้เข้าใจตรงกัน

Bleed

พื้นที่ “ส่วนเกิน” ที่ออกแบบเลยขอบกระดาษไป 3 mm เพื่อรองรับการตัดที่อาจคลาดเคลื่อน ถ้าไม่ทำ Bleed อาจมีขอบขาวโผล่หลังพิมพ์

Trim

ขนาดสุดท้ายของกระดาษหลังตัด เป็นขนาดจริงที่ลูกค้าจะได้

Safe Area

พื้นที่ “ภายใน” ที่ปลอดภัยจากการตัด ควรวางข้อความและองค์ประกอบสำคัญในพื้นที่นี้เท่านั้น

Embossing / Debossing

Embossing = นูนขึ้น | Debossing = ยุบลง เทคนิคที่เพิ่มมิติให้นามบัตร ฉลาก หรือบรรจุภัณฑ์

Foil Stamping

เทคนิคปั๊มฟอยล์เงา (ทอง เงิน หรือสีอื่น) ลงบนกระดาษ ทำให้ดูพรีเมียม นิยมใช้กับนามบัตรหรู บัตรเชิญงานแต่ง

UV Coating / Spot UV

การเคลือบเงาเฉพาะจุด เช่น โลโก้บนนามบัตร ทำให้ส่วนนั้นเด่นและมีมิติ

Mockup ก่อนพิมพ์

ก่อนสั่งพิมพ์ปริมาณมาก โรงพิมพ์มักทำ Proof ให้ตรวจก่อน (ภาพตัวอย่างพิมพ์จริง 1 ใบ) เพื่อยืนยันสีและรายละเอียดถูกต้อง


สรุปสั้นๆ — ตารางคำศัพท์ที่ต้องจำ

คำศัพท์ หมวด ความหมาย
Serif / Sans-serif Typography ฟอนต์มีเชิง / ไม่มีเชิง
Kerning Typography ระยะห่างระหว่างตัวอักษรสองตัว
Leading Typography ระยะห่างระหว่างบรรทัด
RGB Color สีสำหรับหน้าจอ
CMYK Color สีสำหรับงานพิมพ์
Hex Code Color รหัสสีบนเว็บ #FFFFFF
Pantone Color มาตรฐานสีสากลของงานพิมพ์
Vector File ขยายเท่าไหร่ก็คม (AI, SVG)
Raster File ภาพแบบพิกเซล (JPG, PNG)
DPI / PPI File ความละเอียด (300 พิมพ์ / 72 หน้าจอ)
Mockup Technique ภาพจำลองงานใน context จริง
Mood Board Technique กระดานรวม reference อารมณ์งาน
White Space Technique พื้นที่ว่างที่ทำให้งานสะอาด
Bleed Print ส่วนเกินขอบกระดาษ 3 mm
Foil Stamping Print การปั๊มฟอยล์เงา

คำศัพท์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องจำได้ทั้งหมดในวันเดียว แต่ยิ่งคุณเห็นบ่อย ยิ่งจะคุ้นเคยและใช้งานได้คล่อง — สำคัญคือ เริ่มสังเกตเวลาเห็นคำพวกนี้ในการสนทนาหรืองานที่ดีไซเนอร์ส่งมา

มีไอเดียในหัวแต่ขาดคนทำให้เป็นภาพจริง?

ทีม Creative ดูแลงาน ออกแบบกราฟฟิก ตั้งแต่ Banner, Infographic, Branding ไปจนถึงงานออกแบบเพื่อพิมพ์ ครบในที่เดียว ไม่ต้องวิ่งหาดีไซเนอร์หลายเจ้า แค่บอกความต้องการแบบไหน — ที่เหลือเราจัดการต่อได้เลย

คุยกับทีมงานฟรี →

แบ่งปันความรักของคุณ