ถ้าขายของผ่าน LINE SHOPPING หรือ MyShop คำถามที่ร้านค้าถามกันบ่อยที่สุดคือ “ตกลงโดนหักกี่เปอร์เซ็นต์?” คำตอบสั้น ๆ คือมีเลข 3% อยู่จริง แต่ถ้าคิดแค่นั้นอาจตั้งราคาพลาด เพราะในใบสรุปจริงมักมีทั้งค่าธรรมเนียมการใช้บริการ ค่าธรรมเนียมธุรกรรมการชำระเงิน และ VAT ที่ต้องเอาไปรวมในต้นทุนด้วย
บทความนี้สรุปแบบคนทำร้านใช้ได้จริง: ค่า GP LINE SHOPPING คิดจากอะไร คำสั่งซื้อแบบไหนมีโอกาสถูกคิดค่าบริการ วิธีคำนวณแบบง่าย และเมื่อไรควรใช้ LINE SHOPPING คู่กับเว็บไซต์ของตัวเองเพื่อให้กำไรไม่บางเกินไป

ค่า GP LINE SHOPPING คืออะไร
GP ในภาษาร้านค้าออนไลน์มักถูกใช้เรียกรวม ๆ ว่า “ค่าที่แพลตฟอร์มหักจากยอดขาย” แต่สำหรับ LINE SHOPPING ควรแยกให้ชัดก่อนว่าเราไม่ได้พูดถึงค่าหักก้อนเดียวเสมอไป บางคำสั่งซื้ออาจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการใช้บริการ บางคำสั่งซื้อมีค่าธุรกรรมการชำระเงิน และทุกค่าธรรมเนียมยังมี VAT 7% เข้ามาเกี่ยวข้อง
ทำไมตัวเลข 3% ถึงทำให้หลายร้านสับสน
เพราะคำว่า 3% ถูกใช้กับมากกว่าหนึ่งรายการ ร้านค้าจึงควรดูจากรายงานคำสั่งซื้อจริง ไม่ใช่จำตัวเลขเดียวแล้วเอาไปตั้งราคาทั้งร้าน วิธีคิดที่ปลอดภัยกว่าคือมองเป็น “ต้นทุนช่องทางขาย” แล้วเทียบกับกำไรขั้นต้นของสินค้าแต่ละกลุ่ม
จุดที่ควรจำก่อนตั้งราคา
ถ้าสินค้ากำไรหนา เลข 3-6% อาจยังรับได้ แต่ถ้าสินค้ากำไรบาง เช่น สินค้าราคาถูก แข่งราคาแรง หรือมีค่าส่งสูง การไม่เผื่อค่าธรรมเนียมตั้งแต่แรกจะทำให้ยอดขายดูดี แต่เงินเหลือจริงไม่สวยเท่าไร
เช็กจากคำสั่งซื้อจริงเสมอ
ข้อมูลบนแพลตฟอร์มมีโอกาสเปลี่ยนตามเงื่อนไขและแคมเปญ ร้านค้าควรตรวจจากหน้ารายละเอียดคำสั่งซื้อหรือรายงานของ LINE SHOPPING ควบคู่กับข้อมูลประกาศล่าสุดของ LINE for Business
ค่าธรรมเนียมที่ร้านค้าควรรู้
จากข้อมูลทางการของ LINE for Business มีค่าหลักที่ร้านค้าควรแยกให้ชัดดังนี้
1. ค่าธรรมเนียมการใช้บริการ 3%
เป็นค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับคำสั่งซื้อจากช่องทาง สื่อ และแคมเปญของ LINE SHOPPING เช่น ลูกค้ามาจากพื้นที่โปรโมตหรือแคมเปญที่ LINE SHOPPING จัดการ เงื่อนไขสำคัญคือไม่ได้แปลว่าทุกคำสั่งซื้อจากทุกลิงก์จะถูกคิดแบบเดียวกันทั้งหมด
2. ค่าธรรมเนียมธุรกรรมการชำระเงิน 3%
ส่วนนี้เป็น Transaction Fee สำหรับการชำระเงินผ่านช่องทางที่กำหนด ร้านค้าหลายรายมองข้ามเพราะมัวดูเฉพาะ GP แต่เวลาคำนวณกำไรจริงต้องเอาค่าธุรกรรมไปรวมด้วย
3. VAT 7% ของค่าธรรมเนียม
VAT ไม่ได้คิดจากราคาสินค้าทั้งก้อนในมุมนี้ แต่คิดจากค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้น เช่น ถ้ามีค่าธรรมเนียม 30 บาท จะมี VAT ของค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 2.10 บาท ตัวเลขดูเล็ก แต่ถ้าขายวันละหลายร้อยออเดอร์จะเริ่มเห็นผลชัด

ตัวอย่างคำนวณแบบไม่หลอกตัวเอง
สมมติคำสั่งซื้อหนึ่งมียอดรวม 1,050 บาท แบ่งเป็นราคาสินค้า 1,000 บาท และค่าส่ง 50 บาท หากคำสั่งซื้อนั้นเข้าเงื่อนไขทั้งค่าธรรมเนียมการใช้บริการ 3% และค่าธุรกรรม 3% วิธีคิดแบบหยาบเพื่อประเมินต้นทุนจะเป็นประมาณนี้
| รายการ | วิธีคิด | ประมาณการ |
|---|---|---|
| ยอดคำสั่งซื้อ | สินค้า + ค่าส่ง | 1,050 บาท |
| Service Fee 3% | 1,050 x 3% | 31.50 บาท |
| Transaction Fee 3% | 1,050 x 3% | 31.50 บาท |
| VAT 7% ของค่าธรรมเนียม | 63 x 7% | 4.41 บาท |
| รวมต้นทุนค่าธรรมเนียม | กรณีเข้าเงื่อนไขทั้งสองส่วน | 67.41 บาท |
ถ้าเข้าเงื่อนไขแค่บางส่วน ตัวเลขจะเปลี่ยนทันที
นี่คือเหตุผลที่ควรทำตารางต้นทุนไว้ 2-3 กรณี เช่น กรณีมีเฉพาะค่าธุรกรรม กรณีมีเฉพาะค่าบริการ และกรณีมีทั้งสองอย่าง ร้านค้าจะเห็นว่าควรตั้งราคาเผื่อเท่าไร หรือสินค้าชิ้นไหนไม่เหมาะกับการลงโปรแรงเกินไป
สูตรคิดเร็วสำหรับร้านค้า
เริ่มจากกำไรขั้นต้นต่อออเดอร์ แล้วลบค่าส่งจริง ส่วนลด ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าธุรกรรม และ VAT ของค่าธรรมเนียม ถ้าหักครบแล้วยังกำไรพอจ่ายค่าโฆษณาและค่าแรง ร้านนั้นค่อยถือว่า “ขายแล้วคุ้ม”
เทียบกับ Marketplace และเว็บไซต์ของตัวเอง
LINE SHOPPING มีจุดแข็งตรงการเชื่อมกับ LINE OA และพฤติกรรมแชทของลูกค้าไทย เหมาะกับร้านที่ปิดการขายผ่านบทสนทนาเก่ง แต่ถ้าดูในภาพใหญ่ ร้านค้าไม่ควรพึ่งช่องทางเดียวตลอดไป เพราะแต่ละแพลตฟอร์มมีทั้งค่าธรรมเนียม กฎแคมเปญ และข้อจำกัดเรื่องข้อมูลลูกค้าต่างกัน
LINE SHOPPING เหมาะกับร้านแบบไหน
เหมาะกับร้านที่มีฐานลูกค้าใน LINE อยู่แล้ว มีแอดมินตอบไว ใช้คูปองหรือแคมเปญเพื่อกระตุ้นยอด และต้องการทำให้ลูกค้ากดซื้อได้ง่ายขึ้นจากแชทหรือหน้า LINE SHOPPING
แล้วทำไมยังควรมีเว็บไซต์ของตัวเอง
เว็บไซต์ช่วยให้ร้านคุมประสบการณ์แบรนด์ เก็บข้อมูลลูกค้า ทำ SEO และวางระบบหลังบ้านได้ยืดหยุ่นกว่า หากกำลังชั่งใจระหว่างแพลตฟอร์มกับเว็บของตัวเอง ลองอ่านมุมเปรียบเทียบเรื่อง เว็บขายของออนไลน์กับ Marketplace เพิ่มเติม จะเห็นภาพว่าช่องทางไหนเหมาะกับเป้าหมายแบบใด
อย่ามองค่า GP แยกจากข้อมูลลูกค้า
ค่าธรรมเนียมเป็นต้นทุนที่เห็นทันที แต่ข้อมูลลูกค้า การกลับมาซื้อซ้ำ และการทำแคมเปญระยะยาวคือต้นทุนที่หลายร้านไม่เห็นในวันแรก ร้านที่โตจริงมักใช้แพลตฟอร์มเพื่อเปิดยอด และใช้เว็บไซต์เพื่อสร้างฐานของตัวเอง

ควรวางแผนช่องทางขายยังไง
ถ้าร้านเพิ่งเริ่ม LINE SHOPPING อาจเป็นช่องทางที่ดีเพราะลูกค้าไทยคุ้นกับ LINE อยู่แล้ว แต่ถ้าขายจริงจัง ควรวางระบบให้ข้อมูลสินค้า สต็อก ออเดอร์ และลูกค้าไม่กระจัดกระจายเกินไป โดยเฉพาะร้านที่มีสินค้าเยอะหรือขายหลายช่องทางพร้อมกัน
ใช้ LINE SHOPPING เป็นหน้าร้านเร็ว แต่ใช้เว็บเป็นฐานระยะยาว
ร้านที่มีสินค้าหลายกลุ่มควรจัดหมวดหมู่สินค้าและข้อมูลให้ดีตั้งแต่ต้น การมีระบบ E-Commerce ของตัวเองช่วยให้ต่อยอดเรื่อง SEO, Analytics, CRM, โปรโมชั่น และการเชื่อมต่อระบบหลังบ้านได้เป็นระเบียบกว่า
เชื่อม LINE กับเว็บให้ทำงานด้วยกัน
ในหลายโปรเจกต์ LINE ไม่จำเป็นต้องแข่งกับเว็บไซต์ แต่ควรทำงานร่วมกัน เช่น ใช้ LINE OA สำหรับดูแลลูกค้า ใช้เว็บสำหรับให้ข้อมูลและทำ SEO ใช้ระบบสมาชิกเพื่อจำลูกค้า และอาจต่อยอดด้วย LINE Login, LIFF, MINI App เมื่อธุรกิจต้องการประสบการณ์ที่ลึกขึ้น
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจ
- สินค้ากำไรขั้นต้นต่อออเดอร์เหลือเท่าไรหลังหักค่าธรรมเนียม
- ยอดขายมาจากแคมเปญของแพลตฟอร์มหรือฐานลูกค้าของร้านเอง
- ต้องการเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อทำซ้ำหรือไม่
- มีสินค้าจำนวนมากที่ต้องจัดหมวดหมู่และอัปเดตสต็อกบ่อยหรือเปล่า
- ต้องการทำ SEO ให้ลูกค้าค้นเจอจาก Google และ AI Search หรือไม่
คำแนะนำแบบตรงไปตรงมา
ถ้ายังไม่มีฐานลูกค้า ใช้ LINE SHOPPING เพื่อทดลองตลาดได้ แต่ถ้ามียอดขายต่อเนื่องแล้ว ควรเริ่มสร้างระบบของตัวเอง ไม่อย่างนั้นกำไรและข้อมูลสำคัญจะผูกกับกติกาของแพลตฟอร์มมากเกินไป
คำถามที่ร้านค้าถามบ่อย
LINE SHOPPING คิด GP 3% ทุกออเดอร์ไหม
ไม่ควรสรุปแบบนั้นตรง ๆ เพราะค่าธรรมเนียมการใช้บริการเกี่ยวกับคำสั่งซื้อที่มาจากช่องทาง สื่อ หรือแคมเปญของ LINE SHOPPING ส่วนค่าธุรกรรมการชำระเงินเป็นอีกส่วนหนึ่ง ร้านค้าควรเช็กในรายละเอียดคำสั่งซื้อจริง
ต้องบวก VAT ยังไง
VAT 7% คิดเพิ่มจากค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้น ไม่ใช่จำง่าย ๆ ว่า 3% จบ ดังนั้นเวลาตั้งราคา ควรเผื่อเปอร์เซ็นต์จริงหลัง VAT เสมอ
ถ้ามีเว็บไซต์เอง ยังควรขายบน LINE SHOPPING ไหม
ยังควร ถ้าลูกค้าของคุณใช้ LINE เป็นช่องทางหลัก แต่ไม่ควรหยุดแค่นั้น เว็บไซต์ของตัวเองช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ เก็บข้อมูล ทำ SEO และลดการพึ่งแพลตฟอร์มในระยะยาว
สรุปสำหรับเจ้าของร้าน
ค่า GP LINE SHOPPING ไม่ใช่แค่จำเลข 3% แล้วจบ ร้านค้าควรแยก Service Fee, Transaction Fee และ VAT ออกมาให้ชัด จากนั้นค่อยเอาไปเทียบกับกำไรจริงของสินค้าแต่ละกลุ่ม ถ้าต้นทุนยังรับได้ LINE SHOPPING เป็นช่องทางที่ดีมากสำหรับร้านที่ขายผ่าน LINE อยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการโตแบบยั่งยืน ควรวางเว็บไซต์และระบบ E-Commerce ของตัวเองควบคู่ไปด้วย
อยากขายหลายช่องทาง แต่ไม่อยากให้ระบบหลังบ้านยุ่ง
Creative ช่วยวางระบบเว็บไซต์ E-Commerce เชื่อม LINE, Marketplace, Payment, Analytics และข้อมูลสินค้าให้เหมาะกับวิธีขายจริงของร้านคุณ ตั้งแต่โครงสร้างเว็บไปจนถึงการดูแลหลังเปิดใช้งาน เพื่อให้ยอดขายโตโดยไม่เสียเวลาจัดการข้อมูลซ้ำไปซ้ำมา
อ้างอิงข้อมูลค่าธรรมเนียมจาก LINE for Business และควรตรวจสอบประกาศล่าสุดก่อนตั้งราคาใช้งานจริง





